meat protein

โปรตีนจากเนื้อสัตว์มีอะไรบ้าง? เปรียบเทียบสารอาหารและข้อดีข้อเสีย

โปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นแหล่งโปรตีนสมบูรณ์ (Complete Protein) ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบ 9 ชนิด ซึ่งร่างกายสร้างเองไม่ได้ แหล่งที่นิยมคือ เนื้ออกไก่ (ไขมันต่ำ) เนื้อวัว (ธาตุเหล็กสูง) เนื้อหมู (วิตามินบี 1 สูง) และปลา (โอเมก้า 3 และย่อยง่าย) การเลือกทานควรคำนึงถึงปริมาณไขมันอิ่มตัวและวิธีการปรุงสุกที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันเชื้อโรคและสารปนเปื้อน

การมองหาแหล่งพลังงานที่ดีที่สุดให้กับร่างกายมักเริ่มต้นที่การเลือกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เพราะเป็นสารอาหารที่หาซื้อง่ายและให้ความรู้สึกอิ่มท้องได้ยาวนาน สำหรับมือใหม่ที่เริ่มดูแลสุขภาพอาจมีความกังวลใจว่าการทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมากๆ จะใช้เวลานานในการย่อยไหม หรือขั้นตอนการเตรียมอาหารจะยุ่งยากจนทำตามไม่ไหวหรือเปล่า ในความเป็นจริงแล้วการได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ เข้าสู่ร่างกายในปริมาณ 11-13 กรัมต่อมื้อ หรือตามสัดส่วนที่เหมาะสมของแต่ละบุคคลนั้นทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ต้องรู้จักเลือกชนิดของเนื้อสัตว์ให้ตรงกับเป้าหมายสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ การลดไขมัน หรือการบำรุงร่างกายทั่วไป

ทำไมร่างกายถึงต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากกว่าแหล่งอื่น?

โปรตีนที่มาจากสัตว์มีจุดเด่นสำคัญคือ "ความสมบูรณ์ของกรดอะมิโน" ซึ่งแตกต่างจากโปรตีนพืชบางชนิดที่อาจมีกรดอะมิโนไม่ครบถ้วน ร่างกายมนุษย์ต้องการกรดอะมิโนเพื่อนำไปซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ สร้างฮอร์โมน และเสริมภูมิคุ้มกัน การทานเนื้อสัตว์จึงเป็นทางลัดที่ช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารเหล่านี้ครบในหนึ่งมื้อ โดยไม่ต้องทานอาหารในปริมาณมหาศาลเพื่อสะสมกรดอะมิโนให้ครบถ้วน

เจาะลึกประเภทของโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่นิยมในปัจจุบัน

variety meat protein

1. กลุ่มเนื้อขาว (White Meat): อกไก่และเนื้อไก่

เนื้อในกลุ่มนี้ถือเป็นราชาแห่งการลดน้ำหนักและการสร้างกล้ามเนื้อ เพราะปัจจัยเหล่านี้

  • รายละเอียดสารอาหาร: อกไก่ลอกหนังให้โปรตีนบริสุทธิ์สูงมาก โดยแทบไม่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตเจือปน

  • ข้อดี: ช่วยให้การควบคุมแคลอรี่เป็นเรื่องง่าย ไม่เพิ่มภาระให้ระบบหลอดเลือดจากไขมันอิ่มตัว

  • ข้อเสีย: รสชาติจืดชืดและเนื้อสัมผัสกระด้างหากปรุงสุกเกินไป (Overcooked)

  • คำแนะนำ: การหมักด้วยนมสดหรือโยเกิร์ตก่อนนำไปปรุงจะช่วยให้เนื้อนุ่มทานง่ายขึ้นมาก

2. กลุ่มเนื้อแดง (Red Meat): เนื้อวัวและเนื้อแกะ

แหล่งรวมพลังงานและแร่ธาตุที่หาไม่ได้จากที่อื่น มีรายละเอียดสารอาหารดังนี้

  • รายละเอียดสารอาหาร: อุดมไปด้วยธาตุเหล็กชนิดที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย (Heme Iron) วิตามินบี 12 และสังกะสี

  • ข้อดี: เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง หรือนักกีฬาที่ต้องการพละกำลังในการฝึกซ้อมหนัก

  • ข้อเสีย: มีไขมันอิ่มตัวสูง การทานบ่อยเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ใหญ่

  • คำแนะนำ: ควรเลือกส่วน "Lean" เช่น สันใน (Tenderloin) หรือสันนอกที่ตัดมันออก

3. เนื้อหมู: แหล่งพลังงานที่เข้าถึงง่ายในทุกมื้อ

  • รายละเอียดสารอาหาร: มีวิตามินบี 1 สูง ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ช่วยลดอาการเหนื่อยล้า

  • ข้อดี: ราคาถูก ปรุงอาหารได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ต้ม ผัด ไปจนถึงแกง

  • ข้อเสีย: เนื้อหมูส่วนใหญ่มีไขมันแทรกเยอะ โดยเฉพาะหมูสามชั้นที่ควรหลีกเลี่ยงหากกำลังลดน้ำหนัก

  • คำแนะนำ: สันในหมูคือส่วนที่ดีที่สุดสำหรับสายสุขภาพ เพราะให้โปรตีนสูงแต่ไขมันต่ำใกล้เคียงกับเนื้อไก่

4. ปลาและอาหารทะเล: โปรตีนเบาสบาย ย่อยง่ายที่สุด

  • รายละเอียดสารอาหาร: ปลามีไขมันดีอย่าง Omega-3 (EPA และ DHA) ส่วนกุ้งและปลาหมึกมีโปรตีนสูงแต่ต้องระวังคอเลสเตอรอล

  • ข้อดี: ย่อยง่ายมาก ไม่ทำให้รู้สึกแน่นท้องหรืออึดอัดหลังมื้ออาหาร ช่วยบำรุงประสาทและสายตา

  • ข้อเสีย: ปลาน้ำจืดบางชนิดอาจมีกลิ่นคาว ส่วนอาหารทะเลเปลือกแข็งอาจมีโซเดียมสูง

  • คำแนะนำ: เน้นการนึ่งหรือต้มแทนการทอดเพื่อรักษาคุณค่าของไขมันดี

5. ผลิตภัณฑ์นมและไข่ (Dairy & Eggs): โปรตีนอเนกประสงค์เพื่อการฟื้นฟู

  • รายละเอียดสารอาหาร: ไข่ 1 ฟอง ให้โปรตีนคุณภาพเยี่ยม (Albumen ในไข่ขาว) พร้อมวิตามินเอ, ดี, อี และโคลีน (Choline) ที่อยู่หนาแน่นในไข่แดง

  • ข้อดี: เป็นโปรตีนที่มีค่าชีวพร้อมใช้ (Biological Value) สูงที่สุด ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้เกือบ 100% ราคาประหยัดและทำง่าย

  • ข้อเสีย: ไข่แดงมีคอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัว หากต้องจำกัดคอเลสเตอรอลอาจต้องจำกัดจำนวนฟองต่อวัน

  • คำแนะนำ: สำหรับสายสร้างกล้ามเนื้อที่ต้องทานโปรตีนจำนวนมาก แนะนำให้ทานไข่ต้มทั้งฟอง 1–2 ฟอง ผสมกับไข่ขาวล้วนเพื่อควบคุมปริมาณไขมัน

6. นมสดและเวย์โปรตีน: แหล่งแคลเซียมและโปรตีนสายด่วน

  • รายละเอียดสารอาหาร: ประกอบด้วยโปรตีนสองชนิดคือ เคซีน (Casein) ที่ย่อยช้า และเวย์ (Whey) ที่ย่อยเร็ว อุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส

  • ข้อดี: ดื่มง่าย ดูดซึมเร็ว เหมาะสำหรับการดื่มหลังออกกำลังกายทันทีเพื่อเร่งกระบวนการสังเคราะห์กล้ามเนื้อ และช่วยบำรุงกระดูก

  • ข้อเสีย: มีน้ำตาลแลคโตส (Lactose) ซึ่งผู้ใหญ่จำนวนมากไม่มีน้ำย่อยชนิดนี้ ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือมีแก๊สในกระเพาะ

  • คำแนะนำ: หากมีอาการแพ้นมวัว (Lactose Intolerance) แนะนำให้เปลี่ยนไปดื่มนมสูตร Lactose-Free หรือเลือกทานเวย์โปรตีนประเภท Whey Isolate แทน

7. โยเกิร์ต (โดยเฉพาะกรีกโยเกิร์ต): โปรตีนเนื้อแน่นพร้อมจุลินทรีย์ดี

  • รายละเอียดสารอาหาร: ให้โปรตีนสูงกว่านมธรรมดาถึง 2 เท่า (ในส่วนของกรีกโยเกิร์ตแท้) พร้อมจุลินทรีย์มีชีวิตหรือโพรไบโอติกส์ (Probiotics)

  • ข้อดี: ช่วยปรับสมดุลระบบขับถ่ายและการดูดซึมสารอาหาร เนื้อสัมผัสเข้มข้นช่วยให้อิ่มท้องได้นานกว่านมแบบน้ำ

  • ข้อเสีย: โยเกิร์ตตามท้องตลาดมักมีการแต่งรสและเติมน้ำตาลในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้โดยไม่รู้ตัว

  • คำแนะนำ: ควรเลือกซื้อสูตร "รสธรรมชาติชนิดไม่หวาน" (Plain & Non-Fat) แล้วนำมาเติมความหวานธรรมชาติเองด้วยน้ำผึ้งแท้หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

8. ชีส: แหล่งเคซีนเข้มข้นเพื่อการเติบโตระยะยาว

  • รายละเอียดสารอาหาร: เข้มข้นไปด้วยโปรตีนเคซีนและไขมันนม รวมถึงแคลเซียมในปริมาณที่สูงมากต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

  • ข้อดี: คอทเทจชีส (Cottage Cheese) เป็นที่นิยมในหมู่นักเพาะกายเพราะมีไขมันต่ำแต่เคซีนสูง ช่วยปล่อยโปรตีนเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ยาวนานตลอดคืน

  • ข้อเสีย: ชีสทั่วไป (เช่น เชดดาร์, มอสซาเรลล่า) มีปริมาณไขมันอิ่มตัวและโซเดียม (เกลือ) สูงมาก หากทานเพลินจะได้รับแคลรี่เกินจำเป็น

  • คำแนะนำ: แนะนำให้เลือก "คอทเทจชีส" หรือ "ริคอตต้าชีสไขมันต่ำ" ทานเป็นมื้อก่อนนอนเพื่อช่วยลดการสลายตัวของกล้ามเนื้อในขณะที่นอนหลับ

เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียในแต่ละมิติของโปรตีนจากเนื้อสัตว์

คุณสมบัติ

เนื้อขาว (ไก่/ปลา)

เนื้อแดง (วัว/หมู)

อาหารทะเล

การย่อยอาหาร

ย่อยง่าย รวดเร็ว

ย่อยยาก ใช้เวลานาน

ย่อยง่ายมาก

ปริมาณไขมัน

ต่ำมาก ถึง ปานกลาง

ปานกลาง ถึง สูง

ต่ำ (ยกเว้นไขมันดีในปลา)

แร่ธาตุหลัก

ฟอสฟอรัส, ซีลีเนียม

ธาตุเหล็ก, ซิงค์, บี 12

โอเมก้า 3, ไอโอดีน

ความเสี่ยงสุขภาพ

ต่ำ

คอเลสเตอรอล, โรคหัวใจ

ภูมิแพ้, โซเดียมสูง


ตารางปริมาณโปรตีนในอาหารแต่ละประเภท ต่อ 100 กรัม


ประเภทอาหาร

รายชื่อวัตถุดิบ (ต่อ 100 กรัม)

ปริมาณโปรตีน

โปรตีนจากพืชและนมทางเลือก

โปรตีนพืช Kojo 

ประมาณ 71 - 74 กรัม


ถั่วเหลือง

ประมาณ 36 กรัม


ถั่วลิสง

ประมาณ 26 กรัม


เมล็ดฟักทอง

ประมาณ 19 กรัม


เต้าหู้ก้อนแข็ง

ประมาณ 17 กรัม


ควินัว (ต้มสุก)

ประมาณ 4.4 กรัม

เนื้อสัตว์และไข่

อกไก่ (ลอกหนัง)

ประมาณ 31 กรัม


เนื้ออกเป็ด

ประมาณ 28 กรัม


เนื้อวัว (ไม่ติดมัน)

ประมาณ 26 กรัม


เนื้อหมู (สันใน)

ประมาณ 26 กรัม


ปลาทูน่า (กระป๋องในน้ำแร่)

ประมาณ 25 กรัม


แซลมอน

ประมาณ 22 กรัม


ไข่ไก่ (ทั้งฟอง)

ประมาณ 13 กรัม

นมและผลิตภัณฑ์จากนม

ชีสพาร์เมซาน

ประมาณ 38 กรัม


ชีสเชดดาร์

ประมาณ 25 กรัม


คอทเทจชีส

ประมาณ 11 กรัม


กรีกโยเกิร์ต (สูตรธรรมชาติ)

ประมาณ 10 กรัม


นมวัว

ประมาณ 3.4 กรัม


การกระจายการทานโปรตีนให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ไม่ควรทานโปรตีนทั้งหมดรวมในมื้อเดียว แต่ควร "กระจาย" ทานให้ครบทุกมื้อ ร่างกายมีความสามารถในการดูดซึมโปรตีนต่อมื้อในระดับที่จำกัด การทานเฉลี่ยมื้อละ 20-30 กรัมจะช่วยให้ร่างกายนำไปใช้ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้ตลอดทั้งวัน และยังช่วยลดความอยากของหวานได้อีกด้วย

สัญญาณเตือนเมื่อร่างกายได้รับโปรตีนจากเนื้อสัตว์มากเกินไป

white meat protein

แม้จะมีประโยชน์ แต่ถ้าทานมากเกินไปร่างกายจะส่งสัญญาณเตือน เช่น

  • มีกลิ่นปาก: เกิดจากกระบวนการคีโตซิสที่ร่างกายพยายามเผาผลาญไขมันและโปรตีน

  • ท้องผูก: เพราะเนื้อสัตว์ไม่มีกากใย (Fiber) หากไม่ทานผักควบคู่จะทำให้ระบบขับถ่ายมีปัญหา

  • กระหายน้ำบ่อย: การย่อยโปรตีนต้องใช้น้ำในปริมาณมาก หากดื่มน้ำไม่พอจะทำให้รู้สึกคอแห้ง

ทางเลือกใหม่: เมื่อต้องการพักจากเนื้อสัตว์แต่ยังอยากได้โปรตีนครบถ้วน

kojo protein

ในบางวันที่รู้สึกว่าการเคี้ยวเนื้อสัตว์เป็นเรื่องน่าเบื่อ หรืออยากลดภาระการทำงานของระบบย่อยอาหาร การเลือกทานโปรตีนสกัดจากพืชคุณภาพสูงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม

หากกำลังมองหาตัวช่วยในการเติมโปรตีนให้ร่างกายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องไขมันแฝงหรือสารเร่งเนื้อแดง แนะนำ Kojo (โคโจ) ผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) ที่ออกแบบมาเพื่อคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง

  • จากพืช 100%: ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติล้วน มั่นใจได้ว่าปราศจากส่วนผสมจากสัตว์ อัดแน่นด้วยสารอาหารสำคัญ เหมาะสำหรับผู้ที่ทานเจ มังสวิรัติ หรือผู้ที่แพ้นมวัวที่มักจะท้องเสียเมื่อทานเวย์โปรตีน

  • Non-GMO: ใส่ใจคุณภาพตั้งแต่ระดับพันธุกรรม เลือกใช้ส่วนผสมที่ไม่ผ่านการดัดแปลงเพื่อให้ได้ความบริสุทธิ์สูงสุด

  • อุดมไปด้วยสารอาหาร: ครบถ้วนด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนจำเป็น ช่วยซ่อมแซมร่างกายและสนับสนุนการออกกำลังกายให้ถึงเป้าหมาย

  • รสชาติอร่อย ทานง่าย: บอกลาโปรตีนพืชรสชาติเหมือนดินไปได้เลย เพราะ Kojo พัฒนารสชาติมาให้ถูกปากคนไทย ทั้งวานิลลา ช็อกโกแลต และรสชาติอื่นๆ ที่ดื่มได้ทุกวันไม่มีเบื่อ

เมื่อไหร่ที่โปรตีนจากพืชอาจเป็นตัวเลือกเสริมที่เหมาะกว่า?

แม้โปรตีนจากเนื้อสัตว์จะให้กรดอะมิโนครบถ้วนและเหมาะกับหลายเป้าหมายสุขภาพ แต่บางคนอาจรู้สึกย่อยยาก เบื่อการเตรียมอาหาร หรืออยากลดการพึ่งพาเนื้อสัตว์ในบางมื้อ โปรตีนจากพืชจึงเป็นทางเลือกเสริมที่ช่วยเติมโปรตีนได้สะดวก โดยเฉพาะในมื้อเช้า หลังออกกำลังกาย หรือวันที่ต้องการอาหารเบา ๆ

FAQ: 5 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับโปรตีนจากเนื้อสัตว์

1. ทานเนื้อสัตว์เยอะๆ ทำให้เลือดเป็นกรดจริงไหม?

ร่างกายมีระบบจัดการสมดุลกรด-ด่างที่แข็งแรงผ่านไตและปอด การทานเนื้อสัตว์อาจส่งผลเล็กน้อยต่อค่า pH ในปัสสาวะ แต่ไม่ได้ทำให้เลือดในร่างกายกลายเป็นกรดจนเป็นอันตรายอย่างที่หลายคนกังวล

2. ต้องทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์วันละเท่าไหร่ถึงจะพอ?

หากถามว่ากินโปรตีนตอนไหนและเท่าไหร่ดี โดยทั่วไปคือ 0.8 - 1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่ถ้าออกกำลังกายหนักเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ อาจเพิ่มได้ถึง 1.6 - 2 กรัมต่อกิโลกรัม

3. เนื้อหมูหรือเนื้อไก่ โปรตีนสูงกว่ากัน?

หากเปรียบเทียบในปริมาณ 100 กรัมเท่ากันและเลือกส่วนที่ลีนที่สุด เนื้อไก่จะให้โปรตีนที่สูงกว่าและมีไขมันต่ำกว่าเล็กน้อย โดยอกไก่สุกให้โปรตีนประมาณ 30 กรัม ส่วนสันในหมูสุกให้โปรตีนประมาณ 26 ถึง 28 กรัม อย่างไรก็ตาม สันในหมูยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนรสชาติไม่ให้จำเจ

4. กินโปรตีนจากเนื้อสัตว์ทุกวันดีไหม?

การกินเนื้อสัตว์ทุกวันสามารถทำได้และช่วยให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน แต่ควรสลับหมุนเวียนประเภทเนื้อสัตว์ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น เบคอน ไส้กรอก และลดการทานเนื้อแดงที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะยาว

5. โปรตีนจากเนื้อสัตว์กับโปรตีนจากพืชต่างกันอย่างไร?

โปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนสมบูรณ์ที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนในตัวเองและร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ง่าย ส่วนโปรตีนจากพืชส่วนใหญ่มักเป็นโปรตีนไม่สมบูรณ์ที่อาจขาดกรดอะมิโนบางชนิด แต่ข้อดีของพืชคือไม่มีคอเลสเตอรอล มีใยอาหารสูง และย่อยง่ายสบายท้อง

6. ไม่กินเนื้อสัตว์ จะได้โปรตีนครบไหม?

ได้โปรตีนครบถ้วนอย่างแน่นอน หากเลือกทานโปรตีนจากพืชให้มีความหลากหลาย เช่น การจับคู่ทานถั่วเมล็ดแห้งร่วมกับข้าวกล้อง การทานเต้าหู้ เทมเป้ หรือเลือกใช้ตัวช่วยอย่างผงโปรตีนสกัดจากพืชคุณภาพสูงที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนเข้ามาเสริมในมื้ออาหาร

7. เด็กและผู้สูงอายุควรทานโปรตีนจากสัตว์ชนิดไหน?

ควรเน้นเนื้อปลาและเนื้อไก่บดละเอียด เพราะย่อยง่ายและเคี้ยวง่าย ลดความเสี่ยงเรื่องการสำลักและการติดคอ รวมถึงลดปัญหาท้องอืดในผู้สูงอายุ

8. ทำไมต้องล้างเนื้อสัตว์ก่อนปรุง และควรล้างอย่างไร?

การล้างช่วยขจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมาจากการขนส่ง แต่ควรระวังไม่ให้น้ำกระเด็นไปโดนอุปกรณ์อื่นในครัวเพราะอาจเกิดการปนเปื้อนข้าม (Cross-contamination) หรือใช้วิธีซับด้วยกระดาษอเนกประสงค์สำหรับทำอาหารแทนก็ได้

 

กลับไปยังบล็อก

FAQ

โปรตีนจากพืชทำให้กล้ามเนื้อโตช้ากว่าโปรตีนสัตว์จริงไหม?

หากปริมาณโปรตีนรวมและกรดอะมิโนจำเป็นถึงเกณฑ์ที่ร่างกายต้องการ ผลลัพธ์ในการสร้างกล้ามเนื้อแทบไม่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอในการฝึกซ้อมและการพักผ่อน

กินโปรตีนพืชอย่างเดียวจะขาดวิตามิน B12 หรือเปล่า?

วิตามิน B12 พบมากในสัตว์ ดังนั้นผู้ที่ทานพืช 100% ควรเสริม B12 จากอาหารเสริมหรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการเติมสารอาหารเหล่านี้ลงไปเพื่อให้ร่างกายได้รับครบถ้วน

โปรตีนพืชย่อยยากกว่าเพราะมีใยอาหารใช่ไหม?

สำหรับบางคนอาจรู้สึกท้องอืดจากถั่วบางชนิด แต่หากเลือกรูปแบบสกัดหรือโปรตีนผงที่แยกกากใยบางส่วนออกไป จะพบว่า โปรตีนจากพืช รูปแบบนี้ย่อยง่ายและสบายท้องมากกว่าการทานเนื้อสัตว์ปริมาณมาก

เด็กและผู้สูงอายุสามารถทานโปรตีนพืชแทนเนื้อสัตว์ได้ไหม?

ทานได้และมีประโยชน์มาก เพราะย่อยง่ายและเคี้ยวสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ ส่วนในเด็กควรเน้นความหลากหลายของพืชเพื่อให้ได้กรดอะมิโนครบตามช่วงวัยที่ต้องการเจริญเติบโต

ต้องกินปริมาณเท่าไหร่ต่อวันถึงจะพอ? 

โดยทั่วไปคนปกติควรได้รับโปรตีนประมาณ 0.8-1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่หากออกกำลังกายหนักอาจต้องการสูงถึง 1.6-2 กรัม การใช้ โปรตีนจากพืช แบบผงจะช่วยให้การเติมโปรตีนให้ถึงเป้าหมายทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องกินอาหารมื้อใหญ่จนเกินไป

ลอง KOJO วันนี้

แล้วคุณจะรู้ว่าโปรตีนที่ออกแบบเพื่อชีวิตจริงแตกต่างอย่างไร

Kojo Author

A health and wellness content writer specializing in plant-based nutrition and functional wellness trends. Focused on simplifying nutrition science into engaging, easy-to-understand content, this writer contributes educational articles and insights surrounding plant protein, balanced living, and conscious wellness for Kojo.